หญิงชราจอมเฮี้ยบผู้หนึ่งจ้างสาวใช้สองคนไว้ทำงานในบ้านทุกเช้าตรู่ ในขณะที่สาวใช้หลับอย่างเป็นสุขเพราะอากาศกำลังเย็นสบายไก่ที่หญิงชราเลี้ยง ไว้ก็ส่งเสียงขันรบกวน ยิ่งกว่านั้นหญิงชรายังมาปลุกให้สาวใช้ลุกขึ้นทำงานทันทีเมื่อได้ยินเสียงไก่ขัน ด้วยเหตุนี้สาวใช้ทั้งสอง จึงแอบจับไก่ไปฆ่าเพื่อไม่ส่งเสียงปลุกหญิงชราและรบกวนพวกตน โดยเข้าใจว่านับแต่นี้ไปจะได้นอนตื่นสายกันได้ตามสบาย แต่เหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เมื่อไม่มีเสียงไก่คอยบอกเวลา หญิงชราเกรงว่าตนเองอาจนอนเพลิน เมื่อรู้สึกตัวตื่นขึ้นมากลางดึกตามประสาคนแก่ก็รีบมาปลุกสาวใช้ให้ลุกขึ้นทำงาน ทำให้สาวใช้ทั้งสองลำบากยิ่งกว่าเดิมเพราะไม่ค่อยได้หลับได้นอน

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
   ผู้ใดคิดร้ายหรือคดโกง ย่อมได้รับผลกรรมตอบแทน

ปูกับงูเป็นเพื่อนที่คบหากันมานาน ปูนั้นซื่อตรงต่องูไม่เคยทรยศหักหลัง ตรงกันข้ามกับงูซึ่งมักไม่ซื่อตรงทำให้ปูได้รับความเดือดร้อนอยู่เสมอ แม้จะพยายามตักเตือนอย่างไรแต่งูก็ไม่ยอมกลับตัว จนในที่สุดปูหมดความอดทนจึงใช้ก้ามหนีบงูจนตาย

“ถ้าจิตใจของเจ้าซื่อตรงเหมือนร่างของที่นอนยาวเหยียดอยู่เช่นนี้ เจ้าก็คงไม่ต้องพบจุดจบในวันนี้” ปูกล่าวกับงูก่อนที่จะกลับลงรูของมันไปตามลำพัง

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
คนเลวไร้ความซื่อสัตย์ ยากที่จะสำนึกตัวได้แม้เมื่อตายจากโลกนี้ไปแล้ว

เต่าตัวหนึ่งคิดว่าหากมัน สามารถเหาะขึ้นไปบนท้องฟ้าได้ คงจะมองเห็นโลกเบื้องล่างสวยงามแปลกตากว่าที่เคยเห็นอยู่ในปัจจุบัน และสัตว์ต่างๆก็จะต้องพากันนับถือยกย่องตน

ด้วยเหตุนี้มันได้พยายามผูกไมตรีกับเป็ดป่าสองตัว เมื่อสนิทสนมกันดีแล้วจึงบอกความประสงค์ของตนโดยขอร้องให้เป็ดป่าทั้งสองคาบ กิ่งไม้ไว้ตัวละด้าน ส่วนเต่าจะคาบตรงกลางไม้ เมื่อเป็ดป่าทั้งสองคาบกิ่งไม้บินขึ้นสู่ท้องฟ้า เต่าก็จะถูกพาบินขึ้นไปด้วย เป็ดป่าทั้งสองเห็นแก่ความเป็นเพื่อนจึงตกลงทำตามคำขอร้องของเต่า

“ดูนั่นซิพวกเรา เต่าเห่าได้”

บรรดาสัตว์ต่างๆเมื่อเห็นเหตุการ์ต่างส่งเสียงร้องบอกต่อๆกันด้วยความ ตื่นเต้น เต่ารู้สึกภาคภูมิใจอยากคุยอวดเพื่อนๆจึงอ้าปากจะพูด แต่ทันใดนั้นร่างของมันก็ร่วงหล่นลงกระแทกโขดหินแหลวเหลวอยู่บนพื้นดินนั่นเอง

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

คนโง่แม้จะประสบความสำเร็จแต่ในไม่ช้าก็หนีไม่พ้นความวิบัติ

ชาวป่าผู้หนึ่ง ขณะเข้าไปตัดต้นไม้ซึ่งขึ้นอยู่ริมแม่น้ำเกิดทำขวานหลุดมือตกจมหายลงไปในน้ำ เนื่องจากเขาว่ายน้ำไม่เป็นและนึกเสียดายขวานคู่ชีวิตเลยนั่งลงร้องไห้ เทพารักษ์มีความเมตตาสงสารได้ปรากฎกายขึ้นกล่าวปลอบโยน และลงไปงมขวานมาคืนให้ แต่คิดอยากจะลองใจชายผู้นี้ ครั้งแรกจึงนำขวางทองขึ้นมาจากแม่น้ำแล้วถามว่า

“ขวานด้านนี้ใช่ของเจ้าหรือไม่”
“ไม่ใช่หรอกขอรับ ขวานของข้าพเจ้าเป็นขวานเหล็กธรรมดา”

เทพารักษ์นึกพอใจแต่ยังคิดอยากจะทดสอบอีกครั้ง แสร้งดำลงไปค้นหาในแม่น้ำแล้วโผล่ขึ้นมาพร้อมกับขวานเงินในมือ

“ขวานด้านนี้ใช่ของเจ้าหรือไม่”
“ไม่ใช่หรอกท่าน ขวานของข้าพเจ้าเป็นขวานเหล็กธรรมดา”

เมื่อเทพารักษ์นำขวานเหล็กมาคืนให้กับ ชาวตัดฝืน ท่านได้ยกขวานเงินและขวานทองให้ด้วยเพื่อเป็นรางวัลในความซื่อสัตย์ครั้น เพื่อนของชายตัดฟืนทราบเรื่อง จึงทำทีออกไปตัดฟืนแล้วนั่งร้องไห้คร่ำครวญ หลังจากแกล้งทำขวานหล่นในแม่น้ำ
เมื่อเทพารักษ์ปรากฏตัวขึ้นปลอบโยนและลองใจโดยงมขวานทองมาส่งให้ ชายผู้นั้นเกิดความโลภรีบบอกว่าเป็นขวานของตนเทพารักษ์เห็นว่าชายผู้นี้ กล่าวเท็จจึงแสดงฤทธิ์หายตัวไปทันที ชายผู้ไร้ความซื่อสัตย์นอกจากไม่ได้ขวานเงินและขวานทองเป็นรางวัล
แม้แต่ขวานเหล็กของตนก็จมอยู่ในแม่น้ำนั้นเอง

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ผู้มีความซื่อสัตย์สุจริต ย่อมได้รับผลดีตอบแทน ผู้ทุจิตย่อมได้รับ
ผลร้ายตอบสนอง

สุนัขเป็นสัตว์ที่ชอบกินเนื้อเป็นชีวิตจิตใจ แต่ยังมีสุนัขตัวหนึ่งได้รักการฝึกฝนให้รู้จักการอดกลั้นหักห้ามใจไม่ให้กินเนื้อและอาหารที่ผู้เป็นนายหญิงใช้ให้มันนำไปส่งสามีของเธอซึ่งทำงานอยู่ในไร่

มันพยายามทำหน้าที่สุนัขส่งอาหารด้วยความซื่อสัตย์เสมอมา แม้จะฝืนกับความรู้สึกของตนเองอย่างไรก็ตามอยู่มาวันหนึ่ง สุนัขส่งอาหารพบกับสุนัขจรจัดตัวหนึ่งซึ่งลำตัวของมันใหญ่และแข็งแรงเจ้า สุนัขจรจัดพยายามเข้ายื้อแย่งอาหารและเนื้อสุนัขส่งอาหารต่อสู้จนสุดความสามารถ ขณะนั้นมีสุนัขอีกตัวหนึ่งมาเห็นเหตุการณ์มันได้เข้าแย่งชิงเนื้อและอาหารเช่นเดียวกัน เกิดการต่อสู้กันชุลมุนวุ่นวาย ในที่สุดเนื้อก็ถูกชิงไปได้

“ขอเนื้อให้เข้าสักหน่อยเถิด” สุนัขผู้มีหน้าที่ส่งอาหารกล่าวกับสุนัขอีกสองตัวนั้น

“เพราะไหนๆมันก็คงต้องถูกพวกเจ้ากินอย่างแน่นอนอยู่แล้ว” ด้วยเหตุนี้สุนัขทั้งสามจึงแบ่งเนื้อกันกินตามจำนวนที่แย่งชิงได้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

เป็นการยากที่จะให้ผู้อื่นรักษาผลประโยชน์ของเราด้วยความซื่อสัตย์

หมาจิ้งจอกตัวหนึ่งอายุยังน้อย แม้จะมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว แต่เนื่องจากมีประสบการณ์ไม่มากนัก เมื่อได้พบม้าเป็นครั้งแรกมันจึงไม่รู้จัก

“ข้าพบสัตว์อะไรก็ไม่รู้ ตัวมันสูงใหญ่สง่างามแต่กินหญ้าเป็นอาหาร” หมาจิ้งจอกวิ่งมาบอก กับหมาป่าเพื่อนของมันซึ่งอยู่ในวัยไล่ๆกัน

“รูปร่างหน้าตามันเป็นอย่างไรล่ะ” หมาป่าซัก

“บอกไม่ถูกหรอก เจ้าตามข้าไปดูเอาเองดีกว่า”

เมื่อหมาจิ้งจอกพาเพื่อนของมันมาพบกับม้า ตอนแรกม้าตกใจจะวิ่งหนี แต่เมื่อได้ยินเสียงเรียกจึงหยุดยืนรั้งรออยู่เพื่อดูท่าที

“ท่านมีชื่อเรียกเผ่าพันธุ์ว่าอย่างไร” หมาจิ้งจอกเอ่ยถาม

“ช่วยบอกให้เรารู้หน่อยเถอะ” ม้าแสยะยิ้มเพราะเมื่อได้ยินคำถามก็รู้ว่าทั้งสองยังไม่ค่อยเดียงสานัก

“ชื่อของข้าน่ะรึ มาดูใกล้ๆเท้านี่ซิ ช่างทำเกือกม้าได้สลักชื่อของข้าไว้ตรงนี้ไง” เมื่อเห็นม้ายกเท้าขึ้น หมาจิ้งจอกเกรงอันตรายจึงหันไปกล่าวกับหมาป่าผู้เป็นสหายว่า

“ฉันยังไม่ได้เข้าโรงเรียนเลย เธออ่านหนังสือเก่งไม่ใช่หรือ ลองเข้าไปอ่านหน่อยซิ”

“อ้อ ได้เลย ฉันนะสอบได้ที่ 1 เป็นประจำเชียวน่ะ” หมาป่ากล่าวอย่างภาคภูมิ เดินยืดไหล่ชูคอเข้าไปอย่างสง่างาม

แต่ทันใดนั้นมันก็ถูกม้าใช้เท้าถีบเข้าใส่อย่างแรงแล้ววิ่งหนีไป

“เพื่อนเอ๋ย” หมาจิ้งจอกเข้ามาดูอาการหมาป่าผู้โชคร้าย “คราวหลังก็ระมัดระวังตัวให้มากกว่านี้หน่อยนะ”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

คนฉลาดอาจยอมทำตัวเป็น ผู้โง่เขลาในบางสถานการณ์ แต่คนโง่มักอวดตัวว่าฉลาดทุกเวลา

ลูกแกะตัวหนึ่งหลงฝูงวิ่ง เตลิดไปพบกับหมาป่า ขณะกำลังจะถูกจับกินลูกแกะเห็นจวนตัวไม่มีทางหนีพ้นจึงแข็งใจยืนเผชิญหน้า พร้อมออกอุบายว่า “ไหนๆข้าก็จะต้องกลายเป็นอาหารของท่านอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้แล้ว ก่อนตายข้าอยากฟังเสียงปี่และเต้นรำเป็นครั้งสุดท้ายขอท่านช่วยอนุเคราะห์ ด้วยเถิด” หมาป่านึกสนุกจึงเป่าปี่ด้วยทำนองเร้าใจ หมาเฝ้าฝูงแกะตัวหนึ่งวิ่งมาตามเสียง ครั้นเห็นลูกแกะกำลังตกอยู่ในอันตรายจึงเห่าเรียกพรรคพวกของมัน ด้วยเหตุนี้หมาป่าต้องรีบทิ้งปี่วิ่งหนีไปด้วยความเสียดาย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

เมื่อพบลาภหรือมีโอกาสได้แสดงความสามารถ หากมัวหลงระเริงมัวแต่เห็นแก่ความสนุกสนานลาภและโอกาสนั้นก็จะหลุดลอยไป อย่างน่าเสียดาย

   ราชสีห์ตัวหนึ่งอยากรู้ว่าลมหายใจของตนมีกลิ่นอย่างไร วันหนึ่งจึงเรียกที่ปรึกษาทั้งสามของตนอันได้แก่ แกะ หมาป่า และหมาจิ้งจอกให้มาช่วยพิสูจน์ สัตว์ทั้งสามจำต้องตอบคำถามด้วยความเกรงกลัวในอำนาจของเจ้าป่า

   “ลมหายใจของท่านมีกลิ่นเหม็นรุนแรงมาก” แกะตอบตามความเป็นจริง

   “เจ้าบังอาจพูดโกหก แสดงวาจาสามหาวใส่ข้า สมควรต้องถูกลงโทษ” ราชสีห์ใช้อุ้งเท้าตะปบใส่แกะจนมันถึงแก่ความตาย แล้วหันมาถามหมาป่า

   “แล้วเจ้าล่ะว่ายังไง” หมาป่าเห็นชะตากรรมของแกะจึงรีบตอบเสียงละล่ำละลัก “ท่านเจ้าป่า ลมหายใจของท่านมีกลิ่นหอมยิ่งนัก”

   “เจ้าบังอาจพูดจาประจบสอพลอตลบตะแลง สมควรต้องถูกลงโทษ” เมื่อสิงโตสังหารหมาป่าแล้วจึงหันมาถามหมาจิ้งจอกบ้าง

   “ไหนเจ้าลองบอกซิ ว่าลมหายใจของข้ามีกลิ่นอย่างไร”

   “ขอโทษทีท่านเจ้าป่า วันนี้บังเอิญข้าเป็นหวัด จมูกใช้ดมกลิ่นอะไรไม่ได้เลย” คำตอบอย่างชาญฉลาด ทำให้หมาจิ้งจอกรอดตัวไปได้อย่างหวุดหวิด

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

   ผู้มีไหวพริบสติปัญญาย่อมมีหนทางเอาตัวรอดได้ แม้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายล่อแหลมต่อชีวิต

         หมูป่าตัวหนึ่งรูปร่างล่ำสัน มีเขี้ยวยาวโง้งเป็นที่น่าเกรงขามของสัตว์ทั้งหลาย วันหนึ่งหมาจิ้งจอกเห็นหมูป่ากำลังลับเขี้ยวของตนอยู่กับต้นไม้ จึงแวะเข้าไปถามไถ่

         “จะต้องลับเขี้ยวเล็บให้เสียเวลาทำไมกัน ในป่าแห่งนี้ไม่มีใครปราดเปรียวว่องไวไปกว่าท่าน อีกทั้งหมาล่าเนื้อหรือนายพรานก็ไม่เห็นเข้ามาหาเหยื่อแถวนี้เลย”

         “แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าวันหนึ่งข้างหน้าจะไม่มีภัยอันตรามาถึงตัว” หมูป่ากล่าวตอบ “และเมื่อถึงเวลานั้นค่อยคิดลับเขี้ยวเล็บของเจ้าย่อมไม่ทันการอย่างแน่นอน”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

         ความไม่ประมาทและการเตรียมพร้อม ย่อมสร้างหลักประกันให้แก่ตนเอง

         ชาวนาคนหนึ่งติดพายุหิมะอยู่ในบ้านเป็นเวลาหลายวันจนอาหารที่ตุนไว้หมด จึงจำเป็นต้องนำแกะที่เลี้ยงไว้มาฆ่าเพื่อใช้ประทังชีวิต เมื่อเนื้อแกะหมดก็นำแพะที่เลี้ยงไว้มาฆ่ากิน แต่หิมะก็ยังตกหนักทำให้ต้องฆ่าวัวกินด้วยความจำเป็น

         สุนัขสองตัวที่ชาวนาเลี้ยงเอาไว้เห็นเหตุการณ์มาโดยตลอดต่างปรึกษากันว่า “พวกเราเห็นทีจะไม่ปลอดภัยแล้วล่ะเพื่อนเอ๋ย แม้แต่วัวที่เลี้ยงเอาไว้ไถนาและใช้แรงงาน เจ้านายยังนำมาฆ่ากิน อีกหน่อยอาจถึงคราวพวกเรา รีบหนีเอาตัวรอดกันดีกว่า”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

         เมื่อรู้ว่ากำลังจะมีภัยเกิดขึ้นกับตนควรรีบหลีกเลี่ยงหรือหลบหนี ก่อนที่สายเกินไป