ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พวกหมาป่าได้ส่งทูตมาผูกสัมพันธ์ไมตรีกับแกะ โดยทูตได้กล่าวกับพวกแกะว่า
“นับตั้งแต่คนเลี้ยงแกะใช้ให้หมาของเขามาคอยดูแลและควบคุมพวกเจ้า นอกจากแกะทุกตัวจะไม่สามารถไปไหนมาไหนได้สะดวกตามใจต้องการแล้ว พวกหมาเลี้ยงแกะยังยุยงให้เราเข้าใจผิดกัน โดยใส่ร้ายหาว่าพวกเราชาวหมาป่าทั้งหลายคอยจ้องจะทำอันตรายฝูงแกะซึ่งไม่ เป็นความจริงเลย”
เมื่อเห็นว่าแกะทุกตัวในฝูงเริ่มคล้อยตามหมาป่าซึ่งทำหน้าที่ทูตรีบเสนอวิธี การซึ่งตนได้คิดไว้ดังนี้
“หากพวกเจ้าช่วยกันไล่หมาเลี้ยงแกะไปไม่มาคอยยุยงและควบคุม ต่อไปแกะทุกตัวจะเป็นอิสระสามารถไปไหนๆได้อย่างเสรี”
พวกแกะหลงเชื่อจึงขับไล่ไม่ให้หมาคอยดูแลตน ด้วยเหตุนี้หมาป่าจึงสามารถสังหารแกะได้โดยง่าย
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
การหลงเชื่อคำลวงของศัตรูย่อมเป็นหนทางไปสู่ความพินาศ
กาลครั้งหนึ่งในป่าอันเป็นที่อยู่ของบรรดาสรรพสัตว์ ได้มีพรานป่าผู้ขมังธนูคนหนึ่งเข้ามาล่าสัตว์ ทำให้สัตว์ทั้งหลายพากันเตลิดหนีด้วยความตกใจกลัว ยกเว้นพญาราชสีห์ผู้เป็นเจ้าป่าเพียงตัวเดียวเท่านั้นที่ใจกล้าไม่ยอมหนี ทำท่าจะกระโจนเข้าต่อสู้กับนายพราน
“ช้าก่อน”
นายพรานร้องห้าม
“ข้าจะส่งทูตไปเจรจากับเจ้า”
นายพรานยิงลูกศรไปถูกชายโครงของราชสีห์ผู้เป็นเจ้าป่ารู้สึกเจ็บปวดส่งเสียง ร้องโหยหวนแล้ววิ่งเตลิดเข้าไปในดงไม้ทึบ เมื่อหมาจิ้งจอกตัวหนึ่งเห็นเจ้าป่าวิ่งเตลิดหนีมาจึงรีบเข้าไปสอบถาม
“ข้าเห็นท่านกำลังจะต่อสู้กับนายพรานไม่ใช่หรือ แล้วเหตุไฉนจึงหนีมา ทำไมไม่ขับไล่ศัตรูของพวกเราออกไปจากป่า”
“เจ้าอย่ามายุซะให้ยากเลย”
ราชสีห์ตอบด้วยความครั่นคร้าม
“แค่ทูตของมันยังทำให้ข้าต้องเจ็บปวดถึงเพียงนี้ แล้วผู้เป็นเจ้านายของทูตจะมีฤทธิ์ขนาดไหน”
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ผู้โง่เขลาย่อมไม่สามารถพิจารณาแยกแยะได้ว่าสิ่งใดคือเรื่องจริง และสิ่งใดคือกลลวง

กาตัวหนึ่งกระหายน้ำเจียนตาย ครั้นมองเห็นเหยือกใบหนึ่งตั้งอยู่บนพื้น จึงรีบบินลงมาหมายจะดื่มกินให้ชื่นใจแต่ปรากฏว่ามีน้ำเหลือติดก้นเหยือกไม่มากนัก กาพยายามยืดคอลงไปแต่ไม่ถึงน้ำ ครั้นจะคว่ำเหยือกก็ไม่มีแรง แต่ด้วยสติปัญญาอันเฉียบแหลมมันจึงใช้ปากคาบก้อนกรวดใส่ลงไปทีละก้อนๆอย่างไม่ย่อท้อ ระดับน้ำในเหยือกค่อยๆสูงขึ้นจนมันสามารถดื่มกินได้สมดังความตั้งใจ
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
การใช้ไหวพริบสติปัญญาและความเพียรยาม ย่อมนำพาไปสู่ความสำเร็จ
ขอบคุณภาพประกอบจาก : sonthayaonline.com
แมวชราตัวหนึ่งไร้เรี่ยวแรงที่จะจับหนู มันพยายามหาอุบายล่อให้หนูเข้ามาใกล้ๆจะได้จับกินโดยง่าย ด้วยการเก็บอุ้งเล็บที่เท้าทั้งสี่เอาไว้อย่างมิดชิด นอนแนบตัวอยู่กับพื้นเหมือนกับซากกระต่ายที่ตายแล้ว
“มาดูกระต่ายตัวนี้ซิ” หนูตัวหนึ่งแกล้งกล่าวกับเพื่อนๆของมันด้วยเสียงอันดัง “ทายได้เลยว่าเมื่อเราเข้าไปใกล้ มันจะไม่ยอมนอนเฉยเหมือนที่กำลังเป็นอยู่ในเวลานี้”
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ผู้มีสติปัญญาและความรอบคอบย่อมไม่หลงในอุบายของศัตรู
ประวัติของอีสป
เชื่อกันว่า อีสป เป็นบุคคลที่มีชีวิตอยู่เมื่อราวปี 620-560 ก่อน ค.ศ.หรือก่อนสมัยพุทธกาลเล็กน้อย บางแห่งกล่าวว่าอีสปเกิดที่เมืองฟรีเยียในดินแดนที่ปัจจุบันเรียกว่าเอเซีย ไมเนอร์ ซึ่งเป็นดินแดนที่ทวีปเอเชียและยุโรปมาชนกัน และเป็นดินแดนที่เจริญรุ่งเรืองมากในสมัยของอีสปเนื่องจากเป็นแหล่งรวมของบรรดาพ่อค้า ทูต และนักท่องเที่ยว รวมทั้งเป็นดินแดนที่มีการค้าทาส และอีสปก็เป็นทาสคนหนึ่ง ซึ่งเรียกกันว่า เอธิออป (Ethiop) ซึ่งแปลว่าตัวดำ แต่พวกชาวยุโรปเรียกเสียงเพี้ยนไปเป็น อีสป (Aesop) ชื่อเอธิออปเชื่อว่ามาจากชื่อประเทศเอธิโอเปีย (ต่อมาเปลี่ยนเป็น อะบิสซีเนีย)แต่บางตำนานบอกว่าอีสปอาจจะมาจากเมืองเทรซ ไพรเกียเอธิโอเปีย ซามอส เอเธนส์ หรือเมืองซาร์ดิส ซึ่งไม่มีใครรู้แน่นอน
ในชั้นเดิมอีสปมีฐานะเป็นทาสอยู่ที่เมืองซามอส (Samos) ประเทศกรีซ เป็นทาสของ อิดมอน หรือ เอียดม็อน ซึ่งได้มอบหน้าที่ให้อีสปเป็นครูสอนหนังสือลูกๆของเขา บ้านของอิดมอนเป็นที่พบปะสังสรรค์กันในหมู่คนสำคัญๆของกรีก อีสปจึงมีโอกาสได้พบเห็นและรู้จักกับบุคคลเหล่านั้น อีสปสามารถสังเกตรู้ได้ด้วยวิจารณาญของเขาว่าใครเป็นคนอย่างไร อิดมอนมักจะนำอีสปไปด้วยเสมอเมื่อไปพบกับคนใหญ่คนโตของกรีกและอีสปได้เล่า นิทานให้พวกเขาเหล่านั้นฟัง ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของทุกคน
รูปร่างลักษณะของอีสป

คามาริอุส (Camarius) ผู้เขียนประวัติอีสป ได้พรรณาว่าอีสปเป็นคนที่มีรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์ผิดมนุษย์ คือ จมูกบี้ ปากแบะ ลิ้นคับปาก หลังงุ้ม ผิวดำมืด อีสปมักจะพูดเสียงอยู่ในลำคอ ไม่ค่อยมีใครฟังได้ยินว่าเขากล่าวว่าอะไร แต่ผู้ที่ได้ฟังนิทานจากอีสปมักติดอกติดใจในเนื้อหา ข้อคิด คติเตือนใจ ด้วยเหตุนี้คนสำคัญๆของกรีก มักจะเชิญอีสปเป็นแขกให้ไปเล่านิทานให้ฟังอยู่เสมอๆ
ต่อมาเมื่ออิดมอนได้ให้อิสรภาพแก่อีสป อีสปได้เข้าไปอาศัยอยู่ในวังของกษัตริย์ครีซุส ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่ร่ำรวยมหาศาล ทำให้อีสปได้พบกับรัฐบุรุษของเอเธนส์และนักปราชญ์ผู้รอบรู้ต่างๆมากมาย โดยเฉพาะนักปราชญ์ที่ชื่อ โซลอน หรือบางตำนานบอกว่าอีสปเคยเข้าไปอยู่ในสำนักของโซมอล ซึ่งเป็นนักกฎหมายที่มีชื่อเสียงมาก โซลอนเป็นญาติของปีซัสเตรตัส ผู้ปกครองแห่งเอเธนส์ ซึ่งชาวเมืองคิดจะขับออกจากตำแหน่งเจ้าเมือง เพราะเห็นว่าปิซัสเตรตัสปกครองประชาชนโดยใช้อำนาจกดขี่ อีสปได้เล่านิทานเรื่อง “กบเลือกนาย” ขึ้นที่นี่ เพื่อให้กับประชาชนชาวเอเธนส์ฟัง ทำให้ชาวเมืองเสื่อมใสการปกครองของปิซัสเตรตัสได้สำเร็จ นอกจากนั้นอีสปยังได้แสดงความคิดเห็นในทางการปกครองและเล่านิทานอุปมาอุปไมยหลายๆเรื่อง ณ ที่แห่งนี้
นิทานอีสป
ตัวละครในนิทานของอีสปส่วนใหญ่เป็นสัตว์ เช่น สิงโตหรือราชสีห์ มักจะหมายถึงหรือเป็นตัวแทนของผู้มีอำนาจ คนบุญหนักศักดิ์ใหญ่ ผู้ปกครอง หนู มักจะหมายถึงผู้ต่ำต้อย ลา มักจะหมายถึงผู้ที่ด้อยสติปัญญา หมาจิ้งจอก มักจะหมายถึงคนเจ้าเล่ห์ ฯลฯ นักปราชญ์บางท่านให้ข้อคิดเอาไว้ว่า นิทานของอีสปได้เค้าโครงมากจากเรื่องเล่าเก่าๆ ของอินเดียบ้าง อาระเบียบ้าง หรืออาจมาจากเปอร์เซียและดินแดนอื่นๆ โดยอีสปนำมาดักแปลงเล่าใหม่ รวมทั้งเรื่องเล่าเก่าๆ ของกรีก นิทานของอีสปเป็นนิทานที่เล่าปากเปล่าไม่มีการจดบันทึกเป็นหลักฐาน จนหลาย 100 ปีต่อมาจึงได้มีผู้บันทึกเอาไว้ เห็นได้จากหลักฐานของแผ่นปาปิรัสอียิปต์โบราณ เป็นต้น ฟีดรัส ทาสชาวมาซีโดเนียนในยุคจักรพรรดิออกุสตุส จักรวรรดิแรกแห่งโรมัน ได้เป็นผู้หนึ่งที่รวบรวมเรื่องราวของนิทานอีสปเอาไว้เป็นภาษาลาติน บางตำนานบอกว่าชาวกรีกผู้หนึ่งชื่อว่า เดมิตริอุส ได้รวบรวมนิทานอีสปโดยเขียนเป็นหนังสือไว้เมื่อราว 30 ปีก่อนคริสต์ศักราช ต่อมามีผู้เขียนขึ้นใหม่อีกหลายคน จนพระที่ชื่อมาซิมุล พลานูด ได้แปลนิทานอีสปจากภาษาลาตินเป็นภาษาอังกฤษเมื่อ ค.ศ. 1400 นับแต่นั้นมาชาวยุโรปได้แปลนิทานอีสปให้เข้ากับสภาพสังคมบ้านเมืองของตน แต่คติและข้อคิดอันเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องยังคงได้รับการรักษาเอาไว้
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
dekkid.com
และภาพประกอบจาก
t-pageant.com