ลูกแกะตัวหนึ่งหลงฝูงวิ่ง เตลิดไปพบกับหมาป่า ขณะกำลังจะถูกจับกินลูกแกะเห็นจวนตัวไม่มีทางหนีพ้นจึงแข็งใจยืนเผชิญหน้า พร้อมออกอุบายว่า “ไหนๆข้าก็จะต้องกลายเป็นอาหารของท่านอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้แล้ว ก่อนตายข้าอยากฟังเสียงปี่และเต้นรำเป็นครั้งสุดท้ายขอท่านช่วยอนุเคราะห์ ด้วยเถิด” หมาป่านึกสนุกจึงเป่าปี่ด้วยทำนองเร้าใจ หมาเฝ้าฝูงแกะตัวหนึ่งวิ่งมาตามเสียง ครั้นเห็นลูกแกะกำลังตกอยู่ในอันตรายจึงเห่าเรียกพรรคพวกของมัน ด้วยเหตุนี้หมาป่าต้องรีบทิ้งปี่วิ่งหนีไปด้วยความเสียดาย
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
เมื่อพบลาภหรือมีโอกาสได้แสดงความสามารถ หากมัวหลงระเริงมัวแต่เห็นแก่ความสนุกสนานลาภและโอกาสนั้นก็จะหลุดลอยไป อย่างน่าเสียดาย
ราชสีห์ตัวหนึ่งอยากรู้ว่าลมหายใจของตนมีกลิ่นอย่างไร วันหนึ่งจึงเรียกที่ปรึกษาทั้งสามของตนอันได้แก่ แกะ หมาป่า และหมาจิ้งจอกให้มาช่วยพิสูจน์ สัตว์ทั้งสามจำต้องตอบคำถามด้วยความเกรงกลัวในอำนาจของเจ้าป่า
“ลมหายใจของท่านมีกลิ่นเหม็นรุนแรงมาก” แกะตอบตามความเป็นจริง
“เจ้าบังอาจพูดโกหก แสดงวาจาสามหาวใส่ข้า สมควรต้องถูกลงโทษ” ราชสีห์ใช้อุ้งเท้าตะปบใส่แกะจนมันถึงแก่ความตาย แล้วหันมาถามหมาป่า
“แล้วเจ้าล่ะว่ายังไง” หมาป่าเห็นชะตากรรมของแกะจึงรีบตอบเสียงละล่ำละลัก “ท่านเจ้าป่า ลมหายใจของท่านมีกลิ่นหอมยิ่งนัก”
“เจ้าบังอาจพูดจาประจบสอพลอตลบตะแลง สมควรต้องถูกลงโทษ” เมื่อสิงโตสังหารหมาป่าแล้วจึงหันมาถามหมาจิ้งจอกบ้าง
“ไหนเจ้าลองบอกซิ ว่าลมหายใจของข้ามีกลิ่นอย่างไร”
“ขอโทษทีท่านเจ้าป่า วันนี้บังเอิญข้าเป็นหวัด จมูกใช้ดมกลิ่นอะไรไม่ได้เลย” คำตอบอย่างชาญฉลาด ทำให้หมาจิ้งจอกรอดตัวไปได้อย่างหวุดหวิด
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ผู้มีไหวพริบสติปัญญาย่อมมีหนทางเอาตัวรอดได้ แม้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายล่อแหลมต่อชีวิต
หมูป่าตัวหนึ่งรูปร่างล่ำสัน มีเขี้ยวยาวโง้งเป็นที่น่าเกรงขามของสัตว์ทั้งหลาย วันหนึ่งหมาจิ้งจอกเห็นหมูป่ากำลังลับเขี้ยวของตนอยู่กับต้นไม้ จึงแวะเข้าไปถามไถ่
“จะต้องลับเขี้ยวเล็บให้เสียเวลาทำไมกัน ในป่าแห่งนี้ไม่มีใครปราดเปรียวว่องไวไปกว่าท่าน อีกทั้งหมาล่าเนื้อหรือนายพรานก็ไม่เห็นเข้ามาหาเหยื่อแถวนี้เลย”
“แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าวันหนึ่งข้างหน้าจะไม่มีภัยอันตรามาถึงตัว” หมูป่ากล่าวตอบ “และเมื่อถึงเวลานั้นค่อยคิดลับเขี้ยวเล็บของเจ้าย่อมไม่ทันการอย่างแน่นอน”
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ความไม่ประมาทและการเตรียมพร้อม ย่อมสร้างหลักประกันให้แก่ตนเอง
ชาวนาคนหนึ่งติดพายุหิมะอยู่ในบ้านเป็นเวลาหลายวันจนอาหารที่ตุนไว้หมด จึงจำเป็นต้องนำแกะที่เลี้ยงไว้มาฆ่าเพื่อใช้ประทังชีวิต เมื่อเนื้อแกะหมดก็นำแพะที่เลี้ยงไว้มาฆ่ากิน แต่หิมะก็ยังตกหนักทำให้ต้องฆ่าวัวกินด้วยความจำเป็น
สุนัขสองตัวที่ชาวนาเลี้ยงเอาไว้เห็นเหตุการณ์มาโดยตลอดต่างปรึกษากันว่า “พวกเราเห็นทีจะไม่ปลอดภัยแล้วล่ะเพื่อนเอ๋ย แม้แต่วัวที่เลี้ยงเอาไว้ไถนาและใช้แรงงาน เจ้านายยังนำมาฆ่ากิน อีกหน่อยอาจถึงคราวพวกเรา รีบหนีเอาตัวรอดกันดีกว่า”
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
เมื่อรู้ว่ากำลังจะมีภัยเกิดขึ้นกับตนควรรีบหลีกเลี่ยงหรือหลบหนี ก่อนที่สายเกินไป


อีสปกล่าวไว้ว่า มนุษ
ย์ทุกคนมีกระเป๋าประจำตัวอยู่สองใบ ซึ่งบรรจุความชั่วเอาไว้เต็ม ใบที่อยู่ด้านหน้าบรรจุความชั่วของผู้อื่น ส่วนใบที่อยู่ด้านหลังบรรจุความชั่วของตัวเราเอง ดังนั้นเราจึงมักจะเห็นความผิด ความเลว ความชั่วของผู้อื่น แต่ไม่ค่อยเห็นของตนเอง
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ความผิดของผู้อื่นเห็นได้ง่าย ความผิดของเราเห็นได้ยาก