pi1

อีสปกล่าวไว้ว่า มนุษย์ทุกคนมีกระเป๋าประจำตัวอยู่สองใบ ซึ่งบรรจุความชั่วเอาไว้เต็ม ใบที่อยู่ด้านหน้าบรรจุความชั่วของผู้อื่น ส่วนใบที่อยู่ด้านหลังบรรจุความชั่วของตัวเราเอง ดังนั้นเราจึงมักจะเห็นความผิด ความเลว ความชั่วของผู้อื่น แต่ไม่ค่อยเห็นของตนเอง

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

ความผิดของผู้อื่นเห็นได้ง่าย ความผิดของเราเห็นได้ยาก

         ตั้กแตนเจ้าสำราญตัวหนึ่งนิสัยเกียจคร้านชอบความสะดวกสบาย ตลอดช่วงฤดูร้อนที่สัตว์อื่นๆพากันหาอาหารไปเก็บสะสมไว้ในรังมันมัวแต่ร้องทำเพลงสนุกสนานไปวันๆ ครั้งถึงฤดูหนาวหิมะตกหนักตั้กแตนไม่สามารถหาอาหารกินได้ อดอยู่หลายวันจนในที่สุดต้องซมซานมาเคาะประตูรังของมดที่เคยรู้จัก

“ได้โปรดเถิดเพื่อน ขออาหารให้ฉันประทังชีวิตสักหน่อยเมื่อพ้นฤดูหนาวอันแสนทารุณนี้แล้ว ฉันสัญญาว่าจะหามาใช้คืนให้เป็นเท่าตัว” ตั๊กแตนพยายามวิงวอน

“อ้าว…ก็เมื่อตอนฤดูร้อนที่ใครๆเขาพากันทำมาหากินตัวเป็นเกลียว เจ้ามัวทำอะไรอยู่” มดย้อนถาม

“ฉันไม่ได้อยู่เปล่าๆหรอกนะ แต่ได้ร้องรำทำเพลงตลอดเวลาเมื่อตอนที่เธอ และเพื่อนๆขนอาหารผ่านมาก็ได้ยินมิใช่หรือ”

“ได้ยินซิ..ในเมื่อเจ้ามัวแต่ร้องเพลงตลอดฤดูร้อน เมื่อถึงฤดูหนาวก็จงเต้นรำให้สนุกเถิด”กล่าวจบมดก็ปิดประตูทันที

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

ผู้ที่ปล่อยวันเวลาให้ผ่านเลยไปอย่างไร้ค่า ชีวิตย่อมพบเพียงความว่างเปล่า

         กระต่ายตัวหนึ่งหลงทะนงในฝีเท้าของตนว่าสามารถวิ่งได้รวดเร็วดุจสายสม ในป่าที่อาศัยอยู่ไม่มีสัตว์ตัวใดสามารถเอาชนะมันได้ วันหนึ่งพบเต่าคลานต้วมเตี้ยมผ่านหน้าไป กระต่ายจึงกล่าววาจาเยาะเย้ยด้วยความคึกคะนอง

“มัวแต่คลานเชื่องช้าอยู่แบบนี้เมื่อไหร่จะไปถึงจุดหมายปลายทางเล่าเพื่อน อย่างเจ้านี้ข้าต่อให้คลานล่วงหน้าไปก่อนสักครึ่งวันก็คงวิ่งตามทัน”

“ไม่ต้องต่อให้ข้าหรอก” เต่ารู้สึกไม่พอใจกระต่ายขี้โม้

“อย่างเจ้าไม่เห็นว่าจะเก่งกาจตรงไหน ไม่เชื่อเรามาลองวิ่งแข่งกันก็ได้”

“ว่าไงนะ” กระต่ายแทบไม่เชื่อหูตัวเอง

“เจ้านะเหรอกล้าท้าแข่งกับข้า ฮะ…ฮะ…ฮะ..” กระต่ายยืนหัวเราะจนท้องแข็ง พอดีหมาจิ้งจอกเดินผ่านมาทั้งสองจึงเชิญให้เป็นกรรมการตัดสิน

         เมื่อเริ่มการแข่งขัน กระต่ายวิ่งออกจากจุดเริ่มต้นด้วยความเร็วสุดฝีเท้า ครั้นถึงกลางทางลองเหลียวกลับไปมองข้างหลังไม่เห็นแม้แต่เงาของคู่แข่ง เจ้ากระต่ายจึงละล่าใจแวะเข้าไปนอนกระดิกขาเล่นที่ใต้ร่มไม้ใหญ่

“หลับเอาแรงสักงีบดีกว่า” กระต่ายทำท่าบิดขี้เกียจ “เอาไว้พอเจ้าหลังตุงมาถึงแถวนี้ ค่อยตื่นขึ้นมาเต้นระบำไปรอบๆตัวมันจนกว่าจะถึงเส้นชัย”

         สายลมเย็นพัดโชยเฉื่อยฉิว ไม่นานนักเจ้ากระต่ายผู้ประมาทก็เผลอหลับไปจริงๆ ฝ่ายเต่ายังคงคลานต้วมเตี้ยมๆอย่างไม่ย่อท้อโดยมีเพื่อนสัตว์ป่าเดินทางส่งเสียงเชียร์เพื่อให้กำลังใจ เนื่องจากทุกตัวต่างชังน้ำหน้าเจ้ากระต่ายขี้คุย ยกเว้นแต่ตอนผ่านต้นไม้ซึ่ง เจ้ากระต่ายกำลังหลับฝันหวานอยู่เท่านั้นที่สัตว์ทุกตัวต่างพากันเงียบเสียง

         เจ้ากระต่ายสะดุ้งตื่นขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงไชโยโห่ร้อง เห็นรอยเท้าสัตว์ต่างๆมากมายบนทางที่ใช้แข่งขันรู้สึกผิดสังเกต มันรีบวิ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว อึดใจต่อมาจึงเห็นคู่แข่งของมันกำลังจะคลานเข้าสู่เส้นชัย เจ้ากระต่ายออกแรงวิ่งสุดฝีเท้าแต่ก็สายไปแล้ว พวกสัตว์ป่าต่างห้อมล้อมเข้าไปแสดงความยินดีกับเต่าตัวแรกที่สามารถเอาชนะกระต่ายได้ในการวิ่งแข่งขัน เป็นตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

         ความประมาทย่อมนำมาซึ่งความผิดหวังและพ่ายแพ้ ผู้เพียรพยายามย่อมประสบผลสำเร็จ

         ซีโมนิดเป็นกวีผู้มีชื่อเสียงของนครเอเธนส์ ครั้นหนึ่งเขาได้ร่วมคณะกับผู้ที่เดินทางไปยังนครแห่งหนึ่งในทวีปเอเซีย เพื่อชมความรุ่งเรือง ซีโมนิดได้แต่งบทกวีสดุดีวีรชนของนครแห่งนั้นจนเป็นที่โปรดปรานของเจ้านคร จึงได้รับรางวัลทรัพย์สินเงินทองเป็นอันมาก อยู่ต่อมาไม่นาน ซีโมนิดเกิดคิดถึงบ้านที่เกาะซีออส ซึ่งอยู่ในประเทศกรีก เขาได้รวบรวมทรัพย์สมบัติเท่าที่มีอยู่แล้วโดยสารเรือเดินทะเลมุ่งหน้าสู่บ้านเกิด แต่ระหว่างทางขณะเรือแล่นอยู่ใกล้ฝั่งทะเลเมืองคลาซอมมีนา ได้เกิดพายุอย่างรุนแรงจนเรือซึ่งมีสภาพเก่าไม่อาจทนแรงกระแทกของคลื่นขนาดใหญ่ได้ทำท่าจะอับปาง ผู้โดยสารคนอื่นๆต่างเตรียมเก็บทรัพย์สินของตน ยกเว้นแต่ซีโมนิดเพียงคนเดียวเท่านั้น

         “ท่านจะปล่อยให้ทรัพย์สินเงินทองจมน้ำไปพร้อมกับเรืออย่างนั้นหรือ” ผู้โดยสารคนหนึ่งเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ

         “ใช่…” ซีโมนิดพยักหน้า “เพราะขืนนำไปด้วยก็จะเป็นภาระ ทรัพย์สินอันมีค่าที่สุดของข้าพเจ้ามีอยู่ในตัวแล้ว ตอนนี้ขอเพียงหาแผ่นไม้ให้ได้สักแผ่นเพื่อพยุงตัวว่ายเข้าฝั่งให้ได้เท่านั้น”

         เมื่อเรื่องแตก ผู้โดยสารหลายคนจมน้ำตายเพราะไม่ยอมทิ้งสมบัติ ส่วนผู้ที่เข้าถึงฝั่งได้ก็ถูกพวกโจรแย่งชิงทรัพย์สินไปหมดสิ้น เมื่อชาวเมืองคลาซอมมีนามาให้ความช่วยเหลือผู้รอดชีวิตและรู้ว่าซีโมนิดคือกวีเอกของกรุงเอเธนส์ ซึ่งพวกเขาเคยอ่านและชื่นชมในผลงาน ต่างก็ให้การต้อนรับและจัดหาบ้านพักให้เป็นอย่างดี ในขณะที่ผู้โดยสารคนอื่นๆต้องอดอยากหิวโหย ได้แต่ขออาหารชาวบ้านกินเพื่อประทังชีวิตไปวันๆ เท่านั้น

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

         สมบัติภายในคือวิชาความรู้ความสามารถ ย่อมมีค่ามากกว่าทรัพย์สินเงินทอง ซึ่งเป็นสมบัติภายนอก เพราะเราสามารถนำติดตัวไปทุกหนทุกแห่งและไม่มีใครแย่งชิงไปได้

ลากับไก่อาศัยอยู่ที่ไร่แห่งหนึ่ง ขณะกำลังหาอาหารกินกันอย่างเพลิดเพลิน บังเอิญราชสีห์ตัวหนึ่งเดินผ่านมาและคิดจะจับลากินเป็นอาหารจึงย่องเข้าไปด้านหลัง ไก่รีบส่งเสียงขันบอกให้ลารู้ตัว ราสีห์ตกใจเสียงไก่ขันจึงหันหลังวิ่งหนีไป ลาเข้าใจว่าแม้ราชสีห์ผู้เป็นเจ้าป่ายังเกรงกลัวตนมันเลยไล่กวดตามไปอย่งคึกคะนอง ราสีห์จึงหันหลังกับมากระโดดเข้าขย้ำคอลาแล้วลากหายเข้าป่าไป

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

ผู้โง่เขลามักหลงทะนงตนเมื่อมีชัยเหนือศัตรู ครั้นหลงกลติดกับดักจึงสำนึกตัวได้ แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พวกหมาป่าได้ส่งทูตมาผูกสัมพันธ์ไมตรีกับแกะ โดยทูตได้กล่าวกับพวกแกะว่า

“นับตั้งแต่คนเลี้ยงแกะใช้ให้หมาของเขามาคอยดูแลและควบคุมพวกเจ้า นอกจากแกะทุกตัวจะไม่สามารถไปไหนมาไหนได้สะดวกตามใจต้องการแล้ว พวกหมาเลี้ยงแกะยังยุยงให้เราเข้าใจผิดกัน โดยใส่ร้ายหาว่าพวกเราชาวหมาป่าทั้งหลายคอยจ้องจะทำอันตรายฝูงแกะซึ่งไม่ เป็นความจริงเลย”

เมื่อเห็นว่าแกะทุกตัวในฝูงเริ่มคล้อยตามหมาป่าซึ่งทำหน้าที่ทูตรีบเสนอวิธี การซึ่งตนได้คิดไว้ดังนี้

“หากพวกเจ้าช่วยกันไล่หมาเลี้ยงแกะไปไม่มาคอยยุยงและควบคุม ต่อไปแกะทุกตัวจะเป็นอิสระสามารถไปไหนๆได้อย่างเสรี”

พวกแกะหลงเชื่อจึงขับไล่ไม่ให้หมาคอยดูแลตน ด้วยเหตุนี้หมาป่าจึงสามารถสังหารแกะได้โดยง่าย

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

การหลงเชื่อคำลวงของศัตรูย่อมเป็นหนทางไปสู่ความพินาศ

กาลครั้งหนึ่งในป่าอันเป็นที่อยู่ของบรรดาสรรพสัตว์ ได้มีพรานป่าผู้ขมังธนูคนหนึ่งเข้ามาล่าสัตว์ ทำให้สัตว์ทั้งหลายพากันเตลิดหนีด้วยความตกใจกลัว ยกเว้นพญาราชสีห์ผู้เป็นเจ้าป่าเพียงตัวเดียวเท่านั้นที่ใจกล้าไม่ยอมหนี ทำท่าจะกระโจนเข้าต่อสู้กับนายพราน

“ช้าก่อน”

นายพรานร้องห้าม

“ข้าจะส่งทูตไปเจรจากับเจ้า”

นายพรานยิงลูกศรไปถูกชายโครงของราชสีห์ผู้เป็นเจ้าป่ารู้สึกเจ็บปวดส่งเสียง ร้องโหยหวนแล้ววิ่งเตลิดเข้าไปในดงไม้ทึบ เมื่อหมาจิ้งจอกตัวหนึ่งเห็นเจ้าป่าวิ่งเตลิดหนีมาจึงรีบเข้าไปสอบถาม

“ข้าเห็นท่านกำลังจะต่อสู้กับนายพรานไม่ใช่หรือ แล้วเหตุไฉนจึงหนีมา ทำไมไม่ขับไล่ศัตรูของพวกเราออกไปจากป่า”

“เจ้าอย่ามายุซะให้ยากเลย”

ราชสีห์ตอบด้วยความครั่นคร้าม

“แค่ทูตของมันยังทำให้ข้าต้องเจ็บปวดถึงเพียงนี้ แล้วผู้เป็นเจ้านายของทูตจะมีฤทธิ์ขนาดไหน”

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

ผู้โง่เขลาย่อมไม่สามารถพิจารณาแยกแยะได้ว่าสิ่งใดคือเรื่องจริง และสิ่งใดคือกลลวง

         กาตัวหนึ่งกระหายน้ำเจียนตาย ครั้นมองเห็นเหยือกใบหนึ่งตั้งอยู่บนพื้น จึงรีบบินลงมาหมายจะดื่มกินให้ชื่นใจแต่ปรากฏว่ามีน้ำเหลือติดก้นเหยือกไม่มากนัก กาพยายามยืดคอลงไปแต่ไม่ถึงน้ำ ครั้นจะคว่ำเหยือกก็ไม่มีแรง แต่ด้วยสติปัญญาอันเฉียบแหลมมันจึงใช้ปากคาบก้อนกรวดใส่ลงไปทีละก้อนๆอย่างไม่ย่อท้อ ระดับน้ำในเหยือกค่อยๆสูงขึ้นจนมันสามารถดื่มกินได้สมดังความตั้งใจ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
การใช้ไหวพริบสติปัญญาและความเพียรยาม ย่อมนำพาไปสู่ความสำเร็จ

ขอบคุณภาพประกอบจาก : sonthayaonline.com

แมวชราตัวหนึ่งไร้เรี่ยวแรงที่จะจับหนู มันพยายามหาอุบายล่อให้หนูเข้ามาใกล้ๆจะได้จับกินโดยง่าย ด้วยการเก็บอุ้งเล็บที่เท้าทั้งสี่เอาไว้อย่างมิดชิด นอนแนบตัวอยู่กับพื้นเหมือนกับซากกระต่ายที่ตายแล้ว

“มาดูกระต่ายตัวนี้ซิ” หนูตัวหนึ่งแกล้งกล่าวกับเพื่อนๆของมันด้วยเสียงอันดัง “ทายได้เลยว่าเมื่อเราเข้าไปใกล้ มันจะไม่ยอมนอนเฉยเหมือนที่กำลังเป็นอยู่ในเวลานี้”

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ผู้มีสติปัญญาและความรอบคอบย่อมไม่หลงในอุบายของศัตรู

ประวัติของอีสป

เชื่อกันว่า อีสป เป็นบุคคลที่มีชีวิตอยู่เมื่อราวปี 620-560 ก่อน ค.ศ.หรือก่อนสมัยพุทธกาลเล็กน้อย บางแห่งกล่าวว่าอีสปเกิดที่เมืองฟรีเยียในดินแดนที่ปัจจุบันเรียกว่าเอเซีย ไมเนอร์ ซึ่งเป็นดินแดนที่ทวีปเอเชียและยุโรปมาชนกัน และเป็นดินแดนที่เจริญรุ่งเรืองมากในสมัยของอีสปเนื่องจากเป็นแหล่งรวมของบรรดาพ่อค้า ทูต และนักท่องเที่ยว รวมทั้งเป็นดินแดนที่มีการค้าทาส และอีสปก็เป็นทาสคนหนึ่ง ซึ่งเรียกกันว่า เอธิออป (Ethiop) ซึ่งแปลว่าตัวดำ แต่พวกชาวยุโรปเรียกเสียงเพี้ยนไปเป็น อีสป (Aesop) ชื่อเอธิออปเชื่อว่ามาจากชื่อประเทศเอธิโอเปีย (ต่อมาเปลี่ยนเป็น อะบิสซีเนีย)แต่บางตำนานบอกว่าอีสปอาจจะมาจากเมืองเทรซ ไพรเกียเอธิโอเปีย ซามอส เอเธนส์ หรือเมืองซาร์ดิส ซึ่งไม่มีใครรู้แน่นอน

ในชั้นเดิมอีสปมีฐานะเป็นทาสอยู่ที่เมืองซามอส (Samos) ประเทศกรีซ เป็นทาสของ อิดมอน หรือ เอียดม็อน ซึ่งได้มอบหน้าที่ให้อีสปเป็นครูสอนหนังสือลูกๆของเขา บ้านของอิดมอนเป็นที่พบปะสังสรรค์กันในหมู่คนสำคัญๆของกรีก อีสปจึงมีโอกาสได้พบเห็นและรู้จักกับบุคคลเหล่านั้น อีสปสามารถสังเกตรู้ได้ด้วยวิจารณาญของเขาว่าใครเป็นคนอย่างไร อิดมอนมักจะนำอีสปไปด้วยเสมอเมื่อไปพบกับคนใหญ่คนโตของกรีกและอีสปได้เล่า นิทานให้พวกเขาเหล่านั้นฟัง ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของทุกคน

รูปร่างลักษณะของอีสป

180px-diego_velasquez_aesop

คามาริอุส (Camarius) ผู้เขียนประวัติอีสป ได้พรรณาว่าอีสปเป็นคนที่มีรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์ผิดมนุษย์ คือ จมูกบี้ ปากแบะ ลิ้นคับปาก หลังงุ้ม ผิวดำมืด อีสปมักจะพูดเสียงอยู่ในลำคอ ไม่ค่อยมีใครฟังได้ยินว่าเขากล่าวว่าอะไร แต่ผู้ที่ได้ฟังนิทานจากอีสปมักติดอกติดใจในเนื้อหา ข้อคิด คติเตือนใจ ด้วยเหตุนี้คนสำคัญๆของกรีก มักจะเชิญอีสปเป็นแขกให้ไปเล่านิทานให้ฟังอยู่เสมอๆ

ต่อมาเมื่ออิดมอนได้ให้อิสรภาพแก่อีสป อีสปได้เข้าไปอาศัยอยู่ในวังของกษัตริย์ครีซุส ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่ร่ำรวยมหาศาล ทำให้อีสปได้พบกับรัฐบุรุษของเอเธนส์และนักปราชญ์ผู้รอบรู้ต่างๆมากมาย โดยเฉพาะนักปราชญ์ที่ชื่อ โซลอน หรือบางตำนานบอกว่าอีสปเคยเข้าไปอยู่ในสำนักของโซมอล ซึ่งเป็นนักกฎหมายที่มีชื่อเสียงมาก โซลอนเป็นญาติของปีซัสเตรตัส ผู้ปกครองแห่งเอเธนส์ ซึ่งชาวเมืองคิดจะขับออกจากตำแหน่งเจ้าเมือง เพราะเห็นว่าปิซัสเตรตัสปกครองประชาชนโดยใช้อำนาจกดขี่ อีสปได้เล่านิทานเรื่อง “กบเลือกนาย” ขึ้นที่นี่ เพื่อให้กับประชาชนชาวเอเธนส์ฟัง ทำให้ชาวเมืองเสื่อมใสการปกครองของปิซัสเตรตัสได้สำเร็จ นอกจากนั้นอีสปยังได้แสดงความคิดเห็นในทางการปกครองและเล่านิทานอุปมาอุปไมยหลายๆเรื่อง ณ ที่แห่งนี้

นิทานอีสป

ตัวละครในนิทานของอีสปส่วนใหญ่เป็นสัตว์ เช่น สิงโตหรือราชสีห์ มักจะหมายถึงหรือเป็นตัวแทนของผู้มีอำนาจ คนบุญหนักศักดิ์ใหญ่ ผู้ปกครอง หนู มักจะหมายถึงผู้ต่ำต้อย ลา มักจะหมายถึงผู้ที่ด้อยสติปัญญา หมาจิ้งจอก มักจะหมายถึงคนเจ้าเล่ห์ ฯลฯ นักปราชญ์บางท่านให้ข้อคิดเอาไว้ว่า นิทานของอีสปได้เค้าโครงมากจากเรื่องเล่าเก่าๆ ของอินเดียบ้าง อาระเบียบ้าง หรืออาจมาจากเปอร์เซียและดินแดนอื่นๆ โดยอีสปนำมาดักแปลงเล่าใหม่ รวมทั้งเรื่องเล่าเก่าๆ ของกรีก นิทานของอีสปเป็นนิทานที่เล่าปากเปล่าไม่มีการจดบันทึกเป็นหลักฐาน จนหลาย 100 ปีต่อมาจึงได้มีผู้บันทึกเอาไว้ เห็นได้จากหลักฐานของแผ่นปาปิรัสอียิปต์โบราณ เป็นต้น ฟีดรัส ทาสชาวมาซีโดเนียนในยุคจักรพรรดิออกุสตุส จักรวรรดิแรกแห่งโรมัน ได้เป็นผู้หนึ่งที่รวบรวมเรื่องราวของนิทานอีสปเอาไว้เป็นภาษาลาติน บางตำนานบอกว่าชาวกรีกผู้หนึ่งชื่อว่า เดมิตริอุส ได้รวบรวมนิทานอีสปโดยเขียนเป็นหนังสือไว้เมื่อราว 30 ปีก่อนคริสต์ศักราช ต่อมามีผู้เขียนขึ้นใหม่อีกหลายคน จนพระที่ชื่อมาซิมุล พลานูด ได้แปลนิทานอีสปจากภาษาลาตินเป็นภาษาอังกฤษเมื่อ ค.ศ. 1400 นับแต่นั้นมาชาวยุโรปได้แปลนิทานอีสปให้เข้ากับสภาพสังคมบ้านเมืองของตน แต่คติและข้อคิดอันเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องยังคงได้รับการรักษาเอาไว้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
dekkid.com
และภาพประกอบจาก
t-pageant.com