ปูกับงูเป็นเพื่อนที่คบหากันมานาน ปูนั้นซื่อตรงต่องูไม่เคยทรยศหักหลัง ตรงกันข้ามกับงูซึ่งมักไม่ซื่อตรงทำให้ปูได้รับความเดือดร้อนอยู่เสมอ แม้จะพยายามตักเตือนอย่างไรแต่งูก็ไม่ยอมกลับตัว จนในที่สุดปูหมดความอดทนจึงใช้ก้ามหนีบงูจนตาย
“ถ้าจิตใจของเจ้าซื่อตรงเหมือนร่างของที่นอนยาวเหยียดอยู่เช่นนี้ เจ้าก็คงไม่ต้องพบจุดจบในวันนี้” ปูกล่าวกับงูก่อนที่จะกลับลงรูของมันไปตามลำพัง
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
คนเลวไร้ความซื่อสัตย์ ยากที่จะสำนึกตัวได้แม้เมื่อตายจากโลกนี้ไปแล้ว
เต่าตัวหนึ่งคิดว่าหากมัน สามารถเหาะขึ้นไปบนท้องฟ้าได้ คงจะมองเห็นโลกเบื้องล่างสวยงามแปลกตากว่าที่เคยเห็นอยู่ในปัจจุบัน และสัตว์ต่างๆก็จะต้องพากันนับถือยกย่องตน
ด้วยเหตุนี้มันได้พยายามผูกไมตรีกับเป็ดป่าสองตัว เมื่อสนิทสนมกันดีแล้วจึงบอกความประสงค์ของตนโดยขอร้องให้เป็ดป่าทั้งสองคาบ กิ่งไม้ไว้ตัวละด้าน ส่วนเต่าจะคาบตรงกลางไม้ เมื่อเป็ดป่าทั้งสองคาบกิ่งไม้บินขึ้นสู่ท้องฟ้า เต่าก็จะถูกพาบินขึ้นไปด้วย เป็ดป่าทั้งสองเห็นแก่ความเป็นเพื่อนจึงตกลงทำตามคำขอร้องของเต่า
“ดูนั่นซิพวกเรา เต่าเห่าได้”
บรรดาสัตว์ต่างๆเมื่อเห็นเหตุการ์ต่างส่งเสียงร้องบอกต่อๆกันด้วยความ ตื่นเต้น เต่ารู้สึกภาคภูมิใจอยากคุยอวดเพื่อนๆจึงอ้าปากจะพูด แต่ทันใดนั้นร่างของมันก็ร่วงหล่นลงกระแทกโขดหินแหลวเหลวอยู่บนพื้นดินนั่นเอง
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
คนโง่แม้จะประสบความสำเร็จแต่ในไม่ช้าก็หนีไม่พ้นความวิบัติ
ชาวป่าผู้หนึ่ง ขณะเข้าไปตัดต้นไม้ซึ่งขึ้นอยู่ริมแม่น้ำเกิดทำขวานหลุดมือตกจมหายลงไปในน้ำ เนื่องจากเขาว่ายน้ำไม่เป็นและนึกเสียดายขวานคู่ชีวิตเลยนั่งลงร้องไห้ เทพารักษ์มีความเมตตาสงสารได้ปรากฎกายขึ้นกล่าวปลอบโยน และลงไปงมขวานมาคืนให้ แต่คิดอยากจะลองใจชายผู้นี้ ครั้งแรกจึงนำขวางทองขึ้นมาจากแม่น้ำแล้วถามว่า
“ขวานด้านนี้ใช่ของเจ้าหรือไม่”
“ไม่ใช่หรอกขอรับ ขวานของข้าพเจ้าเป็นขวานเหล็กธรรมดา”
เทพารักษ์นึกพอใจแต่ยังคิดอยากจะทดสอบอีกครั้ง แสร้งดำลงไปค้นหาในแม่น้ำแล้วโผล่ขึ้นมาพร้อมกับขวานเงินในมือ
“ขวานด้านนี้ใช่ของเจ้าหรือไม่”
“ไม่ใช่หรอกท่าน ขวานของข้าพเจ้าเป็นขวานเหล็กธรรมดา”
เมื่อเทพารักษ์นำขวานเหล็กมาคืนให้กับ ชาวตัดฝืน ท่านได้ยกขวานเงินและขวานทองให้ด้วยเพื่อเป็นรางวัลในความซื่อสัตย์ครั้น เพื่อนของชายตัดฟืนทราบเรื่อง จึงทำทีออกไปตัดฟืนแล้วนั่งร้องไห้คร่ำครวญ หลังจากแกล้งทำขวานหล่นในแม่น้ำ
เมื่อเทพารักษ์ปรากฏตัวขึ้นปลอบโยนและลองใจโดยงมขวานทองมาส่งให้ ชายผู้นั้นเกิดความโลภรีบบอกว่าเป็นขวานของตนเทพารักษ์เห็นว่าชายผู้นี้ กล่าวเท็จจึงแสดงฤทธิ์หายตัวไปทันที ชายผู้ไร้ความซื่อสัตย์นอกจากไม่ได้ขวานเงินและขวานทองเป็นรางวัล
แม้แต่ขวานเหล็กของตนก็จมอยู่ในแม่น้ำนั้นเอง
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ผู้มีความซื่อสัตย์สุจริต ย่อมได้รับผลดีตอบแทน ผู้ทุจิตย่อมได้รับ
ผลร้ายตอบสนอง
สุนัขเป็นสัตว์ที่ชอบกินเนื้อเป็นชีวิตจิตใจ แต่ยังมีสุนัขตัวหนึ่งได้รักการฝึกฝนให้รู้จักการอดกลั้นหักห้ามใจไม่ให้กินเนื้อและอาหารที่ผู้เป็นนายหญิงใช้ให้มันนำไปส่งสามีของเธอซึ่งทำงานอยู่ในไร่
มันพยายามทำหน้าที่สุนัขส่งอาหารด้วยความซื่อสัตย์เสมอมา แม้จะฝืนกับความรู้สึกของตนเองอย่างไรก็ตามอยู่มาวันหนึ่ง สุนัขส่งอาหารพบกับสุนัขจรจัดตัวหนึ่งซึ่งลำตัวของมันใหญ่และแข็งแรงเจ้า สุนัขจรจัดพยายามเข้ายื้อแย่งอาหารและเนื้อสุนัขส่งอาหารต่อสู้จนสุดความสามารถ ขณะนั้นมีสุนัขอีกตัวหนึ่งมาเห็นเหตุการณ์มันได้เข้าแย่งชิงเนื้อและอาหารเช่นเดียวกัน เกิดการต่อสู้กันชุลมุนวุ่นวาย ในที่สุดเนื้อก็ถูกชิงไปได้
“ขอเนื้อให้เข้าสักหน่อยเถิด” สุนัขผู้มีหน้าที่ส่งอาหารกล่าวกับสุนัขอีกสองตัวนั้น
“เพราะไหนๆมันก็คงต้องถูกพวกเจ้ากินอย่างแน่นอนอยู่แล้ว” ด้วยเหตุนี้สุนัขทั้งสามจึงแบ่งเนื้อกันกินตามจำนวนที่แย่งชิงได้
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
เป็นการยากที่จะให้ผู้อื่นรักษาผลประโยชน์ของเราด้วยความซื่อสัตย์
หมาจิ้งจอกตัวหนึ่งอายุยังน้อย แม้จะมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว แต่เนื่องจากมีประสบการณ์ไม่มากนัก เมื่อได้พบม้าเป็นครั้งแรกมันจึงไม่รู้จัก
“ข้าพบสัตว์อะไรก็ไม่รู้ ตัวมันสูงใหญ่สง่างามแต่กินหญ้าเป็นอาหาร” หมาจิ้งจอกวิ่งมาบอก กับหมาป่าเพื่อนของมันซึ่งอยู่ในวัยไล่ๆกัน
“รูปร่างหน้าตามันเป็นอย่างไรล่ะ” หมาป่าซัก
“บอกไม่ถูกหรอก เจ้าตามข้าไปดูเอาเองดีกว่า”
เมื่อหมาจิ้งจอกพาเพื่อนของมันมาพบกับม้า ตอนแรกม้าตกใจจะวิ่งหนี แต่เมื่อได้ยินเสียงเรียกจึงหยุดยืนรั้งรออยู่เพื่อดูท่าที
“ท่านมีชื่อเรียกเผ่าพันธุ์ว่าอย่างไร” หมาจิ้งจอกเอ่ยถาม
“ช่วยบอกให้เรารู้หน่อยเถอะ” ม้าแสยะยิ้มเพราะเมื่อได้ยินคำถามก็รู้ว่าทั้งสองยังไม่ค่อยเดียงสานัก
“ชื่อของข้าน่ะรึ มาดูใกล้ๆเท้านี่ซิ ช่างทำเกือกม้าได้สลักชื่อของข้าไว้ตรงนี้ไง” เมื่อเห็นม้ายกเท้าขึ้น หมาจิ้งจอกเกรงอันตรายจึงหันไปกล่าวกับหมาป่าผู้เป็นสหายว่า
“ฉันยังไม่ได้เข้าโรงเรียนเลย เธออ่านหนังสือเก่งไม่ใช่หรือ ลองเข้าไปอ่านหน่อยซิ”
“อ้อ ได้เลย ฉันนะสอบได้ที่ 1 เป็นประจำเชียวน่ะ” หมาป่ากล่าวอย่างภาคภูมิ เดินยืดไหล่ชูคอเข้าไปอย่างสง่างาม
แต่ทันใดนั้นมันก็ถูกม้าใช้เท้าถีบเข้าใส่อย่างแรงแล้ววิ่งหนีไป
“เพื่อนเอ๋ย” หมาจิ้งจอกเข้ามาดูอาการหมาป่าผู้โชคร้าย “คราวหลังก็ระมัดระวังตัวให้มากกว่านี้หน่อยนะ”
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
คนฉลาดอาจยอมทำตัวเป็น ผู้โง่เขลาในบางสถานการณ์ แต่คนโง่มักอวดตัวว่าฉลาดทุกเวลา
ลูกแกะตัวหนึ่งหลงฝูงวิ่ง เตลิดไปพบกับหมาป่า ขณะกำลังจะถูกจับกินลูกแกะเห็นจวนตัวไม่มีทางหนีพ้นจึงแข็งใจยืนเผชิญหน้า พร้อมออกอุบายว่า “ไหนๆข้าก็จะต้องกลายเป็นอาหารของท่านอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้แล้ว ก่อนตายข้าอยากฟังเสียงปี่และเต้นรำเป็นครั้งสุดท้ายขอท่านช่วยอนุเคราะห์ ด้วยเถิด” หมาป่านึกสนุกจึงเป่าปี่ด้วยทำนองเร้าใจ หมาเฝ้าฝูงแกะตัวหนึ่งวิ่งมาตามเสียง ครั้นเห็นลูกแกะกำลังตกอยู่ในอันตรายจึงเห่าเรียกพรรคพวกของมัน ด้วยเหตุนี้หมาป่าต้องรีบทิ้งปี่วิ่งหนีไปด้วยความเสียดาย
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
เมื่อพบลาภหรือมีโอกาสได้แสดงความสามารถ หากมัวหลงระเริงมัวแต่เห็นแก่ความสนุกสนานลาภและโอกาสนั้นก็จะหลุดลอยไป อย่างน่าเสียดาย
ราชสีห์ตัวหนึ่งอยากรู้ว่าลมหายใจของตนมีกลิ่นอย่างไร วันหนึ่งจึงเรียกที่ปรึกษาทั้งสามของตนอันได้แก่ แกะ หมาป่า และหมาจิ้งจอกให้มาช่วยพิสูจน์ สัตว์ทั้งสามจำต้องตอบคำถามด้วยความเกรงกลัวในอำนาจของเจ้าป่า
“ลมหายใจของท่านมีกลิ่นเหม็นรุนแรงมาก” แกะตอบตามความเป็นจริง
“เจ้าบังอาจพูดโกหก แสดงวาจาสามหาวใส่ข้า สมควรต้องถูกลงโทษ” ราชสีห์ใช้อุ้งเท้าตะปบใส่แกะจนมันถึงแก่ความตาย แล้วหันมาถามหมาป่า
“แล้วเจ้าล่ะว่ายังไง” หมาป่าเห็นชะตากรรมของแกะจึงรีบตอบเสียงละล่ำละลัก “ท่านเจ้าป่า ลมหายใจของท่านมีกลิ่นหอมยิ่งนัก”
“เจ้าบังอาจพูดจาประจบสอพลอตลบตะแลง สมควรต้องถูกลงโทษ” เมื่อสิงโตสังหารหมาป่าแล้วจึงหันมาถามหมาจิ้งจอกบ้าง
“ไหนเจ้าลองบอกซิ ว่าลมหายใจของข้ามีกลิ่นอย่างไร”
“ขอโทษทีท่านเจ้าป่า วันนี้บังเอิญข้าเป็นหวัด จมูกใช้ดมกลิ่นอะไรไม่ได้เลย” คำตอบอย่างชาญฉลาด ทำให้หมาจิ้งจอกรอดตัวไปได้อย่างหวุดหวิด
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ผู้มีไหวพริบสติปัญญาย่อมมีหนทางเอาตัวรอดได้ แม้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายล่อแหลมต่อชีวิต
ตั้กแตนเจ้าสำราญตัวหนึ่งนิสัยเกียจคร้านชอบความสะดวกสบาย ตลอดช่วงฤดูร้อนที่สัตว์อื่นๆพากันหาอาหารไปเก็บสะสมไว้ในรังมันมัวแต่ร้องทำเพลงสนุกสนานไปวันๆ ครั้งถึงฤดูหนาวหิมะตกหนักตั้กแตนไม่สามารถหาอาหารกินได้ อดอยู่หลายวันจนในที่สุดต้องซมซานมาเคาะประตูรังของมดที่เคยรู้จัก
“ได้โปรดเถิดเพื่อน ขออาหารให้ฉันประทังชีวิตสักหน่อยเมื่อพ้นฤดูหนาวอันแสนทารุณนี้แล้ว ฉันสัญญาว่าจะหามาใช้คืนให้เป็นเท่าตัว” ตั๊กแตนพยายามวิงวอน
“อ้าว…ก็เมื่อตอนฤดูร้อนที่ใครๆเขาพากันทำมาหากินตัวเป็นเกลียว เจ้ามัวทำอะไรอยู่” มดย้อนถาม
“ฉันไม่ได้อยู่เปล่าๆหรอกนะ แต่ได้ร้องรำทำเพลงตลอดเวลาเมื่อตอนที่เธอ และเพื่อนๆขนอาหารผ่านมาก็ได้ยินมิใช่หรือ”
“ได้ยินซิ..ในเมื่อเจ้ามัวแต่ร้องเพลงตลอดฤดูร้อน เมื่อถึงฤดูหนาวก็จงเต้นรำให้สนุกเถิด”กล่าวจบมดก็ปิดประตูทันที
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ผู้ที่ปล่อยวันเวลาให้ผ่านเลยไปอย่างไร้ค่า ชีวิตย่อมพบเพียงความว่างเปล่า
กระต่ายตัวหนึ่งหลงทะนงในฝีเท้าของตนว่าสามารถวิ่งได้รวดเร็วดุจสายสม ในป่าที่อาศัยอยู่ไม่มีสัตว์ตัวใดสามารถเอาชนะมันได้ วันหนึ่งพบเต่าคลานต้วมเตี้ยมผ่านหน้าไป กระต่ายจึงกล่าววาจาเยาะเย้ยด้วยความคึกคะนอง
“มัวแต่คลานเชื่องช้าอยู่แบบนี้เมื่อไหร่จะไปถึงจุดหมายปลายทางเล่าเพื่อน อย่างเจ้านี้ข้าต่อให้คลานล่วงหน้าไปก่อนสักครึ่งวันก็คงวิ่งตามทัน”
“ไม่ต้องต่อให้ข้าหรอก” เต่ารู้สึกไม่พอใจกระต่ายขี้โม้
“อย่างเจ้าไม่เห็นว่าจะเก่งกาจตรงไหน ไม่เชื่อเรามาลองวิ่งแข่งกันก็ได้”
“ว่าไงนะ” กระต่ายแทบไม่เชื่อหูตัวเอง
“เจ้านะเหรอกล้าท้าแข่งกับข้า ฮะ…ฮะ…ฮะ..” กระต่ายยืนหัวเราะจนท้องแข็ง พอดีหมาจิ้งจอกเดินผ่านมาทั้งสองจึงเชิญให้เป็นกรรมการตัดสิน
เมื่อเริ่มการแข่งขัน กระต่ายวิ่งออกจากจุดเริ่มต้นด้วยความเร็วสุดฝีเท้า ครั้นถึงกลางทางลองเหลียวกลับไปมองข้างหลังไม่เห็นแม้แต่เงาของคู่แข่ง เจ้ากระต่ายจึงละล่าใจแวะเข้าไปนอนกระดิกขาเล่นที่ใต้ร่มไม้ใหญ่
“หลับเอาแรงสักงีบดีกว่า” กระต่ายทำท่าบิดขี้เกียจ “เอาไว้พอเจ้าหลังตุงมาถึงแถวนี้ ค่อยตื่นขึ้นมาเต้นระบำไปรอบๆตัวมันจนกว่าจะถึงเส้นชัย”
สายลมเย็นพัดโชยเฉื่อยฉิว ไม่นานนักเจ้ากระต่ายผู้ประมาทก็เผลอหลับไปจริงๆ ฝ่ายเต่ายังคงคลานต้วมเตี้ยมๆอย่างไม่ย่อท้อโดยมีเพื่อนสัตว์ป่าเดินทางส่งเสียงเชียร์เพื่อให้กำลังใจ เนื่องจากทุกตัวต่างชังน้ำหน้าเจ้ากระต่ายขี้คุย ยกเว้นแต่ตอนผ่านต้นไม้ซึ่ง เจ้ากระต่ายกำลังหลับฝันหวานอยู่เท่านั้นที่สัตว์ทุกตัวต่างพากันเงียบเสียง
เจ้ากระต่ายสะดุ้งตื่นขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงไชโยโห่ร้อง เห็นรอยเท้าสัตว์ต่างๆมากมายบนทางที่ใช้แข่งขันรู้สึกผิดสังเกต มันรีบวิ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว อึดใจต่อมาจึงเห็นคู่แข่งของมันกำลังจะคลานเข้าสู่เส้นชัย เจ้ากระต่ายออกแรงวิ่งสุดฝีเท้าแต่ก็สายไปแล้ว พวกสัตว์ป่าต่างห้อมล้อมเข้าไปแสดงความยินดีกับเต่าตัวแรกที่สามารถเอาชนะกระต่ายได้ในการวิ่งแข่งขัน เป็นตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ความประมาทย่อมนำมาซึ่งความผิดหวังและพ่ายแพ้ ผู้เพียรพยายามย่อมประสบผลสำเร็จ